ทำสิ่งที่รักอย่างเดียวไม่พอ: บทเรียนจากการทำ YouTube 100 ตอน
ความสำเร็จ... กับดักของคำว่า "ทำสิ่งที่รัก"
เราถูกพร่ำสอนกันมาตลอดว่า "จงทำสิ่งที่รัก แล้วจะประสบความสำเร็จ" ฟังดูเหมือนชีวิตจะง่าย แค่หาความชอบให้เจอที่เหลือก็แค่เดินตามแสงสว่างนั้นไป แต่ในโลกความเป็นจริง มันไม่ง่ายแบบนั้นน่ะสิครับ
ผมเริ่มต้นทำช่อง YouTube โดยอ้างอิงสิ่งที่ผมอยากทำนั่นคือพอดแคสต์ ปรากฏว่าผมทำไปร้อย ep ผู้ติดตามแทบไม่เพิ่มเลย ช่องไม่ก้าวหน้าไม่พัฒนา นี่แหละครับโลกแห่งความเป็นจริง แค่ทำสิ่งที่รักอย่างเดียวมันเอาตัวไม่รอดหรอก
โชคดีที่ YouTube ไม่ได้เป็นรายได้หลักหากผมทุ่มให้ YouTube ส่วนตัว และคิดว่าการทำพอดแคสคือสิ่งที่ผมรักแล้วก็ป่านนี้งานเข้าไปแล้ว
โลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ใช่แค่สิ่งที่รักครับ ถ้าเพื่อนๆคิดดูให้ดีจะพบว่าไม่มีอะไรบนโลกใบนี้หรอก แม้กระทั่งสิ่งที่เพื่อนๆรักด้วย ไม่มีเลยสักอย่างที่เราจะชอบมันร้อยเปอร์เซ็นต์ มันจะมีบางอย่างที่เราชอบแล้วก็ไม่ชอบอยู่ในสิ่งเดียวกัน
ความลับที่ไม่มีใครบอกคือ ความรักในงานอย่างเดียวมัน "เปราะบาง" เกินไปครับ
ซึ่งประสบการณ์ 2 ปีที่ผมทุ่มให้กับการทำ podcast เป็นตัวอย่างที่ดีครับว่าถ้าเราแค่อยากจะทำแบบที่เราชอบมันไปไม่รอดจริงๆ วันหนึ่งผมตัดสินใจลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ทำแค่สิ่งที่ผมชอบแต่ทำในสิ่งที่คาดว่าคนอื่นก็น่าจะชอบด้วย ผมเปลี่ยนจากการจัดรายการ podcast ธรรมดา เป็นการเล่านิทาน
หลังจากนั้นไม่นานก็ตูมตามกลายเป็นโกโก้ครั้น ช่องก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วจนแทบไม่อยากเชื่อสายตา คลิปแสนวิวล้านวิวผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด
ดังนั้นที่ทุกคนเห็นช่องบทสรุปฉบับแฮมแฮมของผมมีผู้ติดตาม 90,000 ในทุกวันนี้ต้องบอกเลยครับว่า ไม่ใช่สิ่งที่รักที่ทำให้ผมมาได้ไกลขนาดนี้
แต่มันคือระบบที่ดี และวิธีจัดการกับสิ่งที่ไม่ได้ชอบต่างหาก
ระบบที่ดีทำให้ผมทำงานได้นานขึ้น ทำคลิปได้นานหลายปีโดยไม่เลิกส่วนวิธีจัดการกับสิ่งที่ไม่ชอบ มันทำให้ผมเลิกยึดติดอยู่กับแค่สิ่งที่ตัวเองสนใจ และหันไปมองโลกให้กว้างขึ้น
สุดท้ายเมื่อพูดว่ามันคืองาน เป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะมีแต่สิ่งที่เราชอบแต่ถ้าเราสามารถบริหารจัดการทั้งความชอบและไม่ชอบอย่างมีระบบได้ เราก็จะยังคงเดินไปบนเส้นทางนั้นได้อย่างมีความสุขครับ
แล้วเราจะสำเร็จจากสิ่งที่รักได้ยังไง โดยไม่ยอมแพ้ไปก่อน?
หัวใจสำคัญมันอยู่ที่การเปลี่ยนความหลงใหลให้กลายเป็นคุณค่าครับ เราต้องตั้งคำถามใหม่ว่า สิ่งที่เราชอบทำเนี่ย มันไปช่วยทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้นได้มุมไหนบ้าง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่งานของเรามีความหมายต่อคนอื่น เมื่อนั้นมันจะกลายเป็นพลังงานที่ยั่งยืนกว่าแค่ความชอบส่วนตัวของเราแค่คนเดียว
มันคือความแตกต่างระหว่าง คนที่แค่อยากวาดรูป กับ คนที่อยากส่งต่อความสุขผ่านงานศิลปะ
ถึงจะทำตามใจตัวเองไม่ได้ 100% แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่สนุกไปกับมัน ผมเคยดูรายการทีวีที่สัมภาษณ์นักฟุตบอลมืออาชีพของไทยนี่แหละแต่ผมจำชื่อเขาไม่ได้ พิธีกรถามว่าอยากจะแนะนำอะไรน้องๆที่อยากเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพไหม
นักฟุตบอลคนนั้นตอบว่า เล่นให้สนุกไปก่อนเถอะ เพราะว่าเมื่อเป็นมืออาชีพแล้วมันจะเล่นแบบนี้ไม่ได้อีก
ประโยคที่เขาพูดผมว่าน่าสนใจมากเลย ซึ่งพอลองคิดดูให้ดีก็จริง เวลาเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพแล้วนักฟุตบอลเขาไม่ได้เล่นตามใจตัวเองนะครับ เขาต้องทำตามแผนการที่โค้ชวางไว้ โค้ชบอกให้ทำยังไงเขาก็ต้องทำอย่างนั้น มันไม่ได้มีอิสระอย่างที่คิดเลย
แน่นอนว่าในเส้นทางนี้ เพื่อนๆอาจต้องเจอกับพาร์ทที่เกลียดในงานที่ รัก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องเจอ
บางคนทำงานบริษัท ไม่ใช่ว่าคุณจะได้ทำงานที่คุณอยากทำซะเมื่อไหร่คุณต้องทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร การดีลกับคน หรือปัญหาเทคนิคจุกจิก แต่อยากให้เชื่อเถอะครับว่า ความเหนื่อยพวกนี้แหละคือราคาที่เราต้องจ่าย เพื่อซื้อสิทธิ์ในการได้ทำในสิ่งที่เราเชื่อมั่นต่อไป
สุดท้ายแล้ว... ความสำเร็จอาจไม่ได้หมายถึงการไปถึงจุดสูงสุด แต่มันคือการที่เรายังสามารถยิ้มได้ ในวันที่งานนั้นมัน "ยาก" แต่เราก็ยังอยากจะตื่นมาทำมันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น