มองหา กับ มองเห็น : เมื่อคำตอบของชีวิตไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว
“มองหา” กับ “มองเห็น” : เมื่อคำตอบของชีวิตไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว
ทุกวันนี้ชีวิตคนเราดูเหมือนต้องรีบวิ่งตามอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา เรามักถูกสอนให้เป็นนัก “มองหา” เราถูกฝึกให้มองหาเป้าหมาย มองหาความสำเร็จ และมองหาความก้าวหน้าอยู่เสมอ การมีเป้าหมายที่ชัดเจนเปรียบเสมือนเข็มทิศที่ช่วยให้เราเดินได้เร็วขึ้น ไม่หลงทาง และไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น
แต่น่าแปลกไหม... ที่ยิ่งเราจดจ่ออยู่กับการ “มองหา” มากเท่าไหร่ เรากลับยิ่งรู้สึกเหนื่อยและพลาดบางอย่างไปอย่างน่าเสียดาย
ลองนึกภาพตอนเราเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตพร้อมลิสต์ในมือว่าต้องซื้อ ข้าวสาร ไข่ นม และผัก ด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ เราจะเดินเร็วมาก ไม่มองซ้าย ไม่มองขวา หยิบของครบตามลิสต์แล้วตรงไปที่เคาน์เตอร์จ่ายเงินทันที
ผลลัพธ์คือ เราได้ของครบตามแผน แต่ในขณะเดียวกัน เราก็พลาดที่จะเห็นสินค้าใหม่ๆ ที่น่าสนใจ พลาดของลดราคาที่คุ้มค่ากว่า หรือแม้แต่พลาดโอกาสที่จะได้ลองวัตถุดิบใหม่ๆ ที่อาจจะทำให้มื้อเย็นของเราพิเศษขึ้น
ชีวิตก็เป็นเช่นนั้น...
เมื่อเรามองหาเพียง “เป้าหมายเดียว” เรามักจะเผลอตัดสิ่งอื่นออกจากสายตาโดยอัตโนมัติ เพราะมันไม่อยู่ในแผน ไม่อยู่ในความคาดหวัง และไม่อยู่ในบรรทัดฐานที่เราตั้งไว้
เหมือนการตั้งเป้าเรียนเพื่อใบปริญญา หากเรามุ่งมองแต่เส้นชัย เราอาจจำได้เพียงความเหนื่อยยากและการติวหนังสืออย่างหนัก แต่หากเราลองเปลี่ยนมาเป็นการ “มองเห็น” ระหว่างทาง เราจะพบว่ามีทั้งมิตรภาพ การค้นพบตัวเอง และบทเรียนชีวิตที่ไม่มีบรรจุอยู่ในตำราเล่มไหน
การ “มองเห็น” ไม่ได้แปลว่าไม่มีจุดหมาย
การมองเห็น คือการเปิดใจรับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่รีบตัดสิน เมื่อเราลดความคาดหวังที่ต้องควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามแผน เราจะเริ่มเห็นคุณค่าในสิ่งเล็กๆ เห็นความสวยงามในความไม่สมบูรณ์แบบ และพบว่า “ความสุข” มักไม่ได้มาในรูปแบบที่เราคาดหวังเสมอไป
บางครั้งสิ่งดีๆ ไม่ได้รอให้เราไป “มองหา” แต่รอให้เรา “มองเห็น” ด้วยใจที่เปิดกว้าง บางโอกาสอาจมาในวันที่เราไม่พร้อม และบางความสุข... ก็อยู่ตรงหน้าเรามาตลอด เพียงแค่เรามัวแต่รีบเดินจนลืมสังเกตเท่านั้นเอง
เรื่องสั้นประจำบทความ: พิพิธภัณฑ์ที่ไม่ได้ตั้งใจมา
(โดย บทสรุปฉบับแฮมแฮม)
ชายหนุ่มคนหนึ่งออกเดินทางข้ามประเทศเพื่อไปชมภาพเขียนชื่อดังในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ แต่เมื่อไปถึงเขากลับพบป้าย “ปิดปรับปรุง” แขวนอยู่ที่หน้าประตู ความผิดหวังถาโถมจนเขาเกือบจะหมุนตัวกลับ
แต่แล้วสายตาเขาก็เหลือบไปเห็นลุงภารโรงคนหนึ่ง กำลังนั่งซ่อมเก้าอี้ไม้เก่าแก่ด้วยความประณีต ชายหนุ่มหยุดยืนดูอยู่นานจนได้เริ่มบทสนทนา ลุงเล่าเรื่องราวความลับของตึกเก่าแห่งนี้ ประวัติศาสตร์ที่ไม่มีในแผ่นพับ และรอยยิ้มของศิลปินผู้ล่วงลับที่เคยมานั่งเก้าอี้ตัวนี้
ชายหนุ่มเดินกลับออกมาด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ แม้จะไม่ได้เห็นภาพเขียนในกรอบทองที่ตั้งใจมาดูแต่แรก แต่การ “มองเห็น” สิ่งที่อยู่ตรงหน้าในวันที่ผิดแผน กลับมอบประสบการณ์ที่ล้ำค่ากว่าภาพถ่ายใบเดียวที่เขาเคยอยากได้
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย อาจไม่ใช่แค่ “เป้าหมาย” ที่ไปถึง แต่คือ “ทุกช่วงเวลา” ที่เรามองเห็นคุณค่า... ระหว่างทางนั้นเอง
(ต่อจากนี้บทความของผมจะมีเรื่องสั้นแถมมาด้วยเสมอ ก็แหมผมเป็นเจ้าของช่องบทสรุปฉบับแฮมแฮมนี่หน่า หวังว่าจะชอบกันนะครับ)
บทความที่คุณอาจชอบ
คืน “ของเน่า” ให้เจ้าของ: เลิกแบกขยะคนอื่น แล้วกลับมาใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น