AI ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น...แต่ผมกลับขี้เกียจลง

AI ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น...แต่ผมกลับขี้เกียจลง

เมื่อความสะดวกสบาย กลายเป็นกับดักของความขี้เกียจ

ผมไม่แน่ใจว่าคุณเคยได้ยินเรื่องของคนที่ “สบายเกินไปจนขี้เกียจ” ไหม

แต่ตอนนี้ผมกลายเป็นคนนั้นไปเสียแล้ว ผมใช้ข้ออ้างว่า “ไม่สบาย” ติดต่อกันมากว่า 10 วันเพื่อหยุดพักจากการทำคลิปบน YouTube แต่หลังจากอาการเริ่มดีขึ้น ผมก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า...

“ที่อ้างว่าไม่สบาย จนไม่ได้ทำอะไรเลย จริงๆ แล้วมันใช่เหตุผลจริงหรือเปล่า?”

คำตอบก็คือ... ไม่ขนาดนั้นซะหน่อย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนก่อน การทำคลิปของผมมีขั้นตอนที่ค่อนข้างชัดเจน:

เตรียมสคริปต์ อัดเสียง ตัดต่อแก้คำพูดผิด ทำหน้าปก Render แล้วอัปโหลด

ในบรรดาขั้นตอนทั้งหมด การเขียนสคริปต์ คือสิ่งที่กินเวลามากที่สุด ผมมักเขียนสคริปต์ไว้ล่วงหน้าเยอะๆ แล้วค่อยอัดเสียงรวดเดียว

แต่เมื่อได้รู้จักกับ AI ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป...

จากที่เคยยาก กลายเป็นง่ายเกินไป การใช้ AI ช่วยทำให้ขั้นตอนต่างๆ สั้นลงอย่างเหลือเชื่อ

ผมนั่งเขียนสคริปต์สดๆ หน้าคอมแค่ไม่ถึง 10 นาที ก็สามารถเอาไปอัดเสียงต่อได้เลย

ทำหน้าปกก็ง่ายแสนง่าย ถึงขนาดเคยคิดว่า “ถ้าทำจริงจัง เดือนเดียวอาจมีคลิปตุนไว้ถึง 3 เดือนเลยก็ได้!”

แต่ความง่ายนี่แหละ...กลายเป็นดาบสองคม ที่ทำให้ผม ขี้เกียจ โดยไม่รู้ตัว

เมื่อเริ่มพึ่งพา AI มากเกินไป

ผมไม่หาข้อมูลเอง ไม่ลงมือเขียนเอง ไม่แม้แต่จะนั่งง่วนอยู่กับสคริปต์อีกต่อไป เพราะเชื่อว่า "ให้ AI ทำให้แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว จะเหนื่อยทำไม?" จนกระทั่งผ่านไปกว่า 10 วัน ผมก็ได้เริ่มเข้าใจว่า แม้ผมจะป่วย และอาจไม่สามารถอัดเสียงได้

แต่มันยังมี “รายละเอียดปลีกย่อย” อีกมากมายที่ ผมสามารถทำได้ — แต่ผมเลือก “ไม่ทำ”

เพราะผม “สบาย” จนเคยตัว

และเชื่อว่า พอกลับมาสุขภาพดี ก็ให้ AI จัดการให้หมดอยู่ดี

เหมือนกระต่ายที่หลับกลางทาง ผมนึกถึงนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า ผมอาจเป็นกระต่ายที่มีความสามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้สบายๆ หรือถ้าไม่รีบร้อน ก็เดินไปเรื่อยๆ จนถึงได้เหมือนกัน

แต่ผมเลือกที่จะ “นอนกลางวัน” แล้วหวังว่าจะวิ่งให้ทันทีเดียวเมื่อถึงเวลา

ผลลัพธ์คืออะไร? คือการที่ไม่ไปไหนเลย

ไม่ต่างอะไรกับคนที่สมัครฟิตเนสรายปี แล้วเลิกไปแค่สัปดาห์แรก มีเครื่องออกกำลังกายครบ เทรนเนอร์พร้อม กลุ่มสังคมก็ดี แต่ก็ยังเลิก... เพราะอะไร?

เพราะมัน "สะดวกเกินไป"

พอสะดวกมากๆ ก็เริ่มคิดว่า "พรุ่งนี้ค่อยไปก็ได้" และ “ความสะดวก” นี้เอง ที่ค่อยๆ กลืนกิน “วินัย” และ “ความพยายาม” ไปทีละนิด

บทเรียนจากความขี้เกียจที่แฝงมาในรูปแบบของความง่าย

ผมโชคดีที่ลืมตาตื่นขึ้นมาจากวังวนนี้ได้ไว ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า “ความสะดวกสบาย” ที่เกินพอดี สามารถปลูกฝัง “นิสัยขี้เกียจ” ได้อย่างเงียบๆ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

เหตุการณ์นี้จะกลายเป็นบทเรียนให้ผมไม่หลงทางอีก จะไม่ให้ความง่ายมาบดบังเป้าหมาย จะไม่ให้ความสะดวกพรากวินัยไปจากผมอีก

คำถามสุดท้ายที่อยากฝากไว้กับคุณ

ลองถามตัวเองดูสิครับว่า...

“ตอนนี้ชีวิตเราสะดวกสบายเกินไปหรือเปล่า?” ถ้าคำตอบคือ "ใช่" ลองพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาว่า ความสะดวกนั้น กำลังทำให้คุณขี้เกียจ หรือประมาทไปแล้วหรือยัง

เพราะบางที ความง่ายที่เรามี อาจไม่ใช่ข้อได้เปรียบ

แต่มันอาจเป็นอุปสรรคที่แฝงมาในรูปของ “กับดักแสนหวาน” ก็ได้


บทความที่คุณอาจชอบ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เมื่อคนทำช่องใช้เสียง...ไม่มีเสียง: บทเรียนจากไข้หวัด

มองหา กับ มองเห็น : เมื่อคำตอบของชีวิตไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว