โชคดีหรือโชคร้าย เรากำหนดมันได้จริงหรือ? มุมมองจากจิตวิทยาและประสบการณ์ชีวิต
โชคดีหรือโชคร้าย เรากำหนดมันได้จริงหรือไม่?
เวลามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น หลายคนมักพูดว่า“ช่วงนี้ดวงไม่ดีเลย” ในทางกลับกัน เมื่อเห็นใครประสบความสำเร็จ เราก็มักพูดว่า “เขาโชคดีจัง”คำว่า “โชค” จึงกลายเป็นคำอธิบายง่าย ๆ สำหรับเหตุการณ์ที่เราไม่เข้าใจ หรือควบคุมไม่ได้
แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกนิด คำถามที่น่าสนใจก็คือ โชคเป็นเรื่องของดวงจริง ๆ หรือมันเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของเรามากกว่าที่คิด
มีงานศึกษาทางจิตวิทยาที่พยายามหาคำตอบของเรื่องนี้ หนึ่งในนักวิจัยที่ศึกษาเรื่อง “ความโชคดี” อย่างจริงจังคือ Richard Wiseman เขาใช้เวลาหลายปีศึกษาคนที่มองว่าตัวเอง “โชคดี” และคนที่เชื่อว่าตัวเอง “โชคร้าย”
ผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างน่าสนใจ
คนที่ดูเหมือนโชคดีไม่ได้มีพลังพิเศษอะไรเลย แต่พวกเขามักมีพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้โอกาสเข้ามาหาพวกเขาบ่อยกว่าคนอื่น
พูดอีกแบบหนึ่งคือ
บางครั้งสิ่งที่เราเรียกว่า “โชค” อาจเป็นผลลัพธ์ของวิธีคิดและการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน
คนที่ดูเหมือนโชคดี มักใช้ชีวิตต่างออกไปเล็กน้อย
จากการศึกษาหลายชิ้น พบว่าคนที่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมักมีลักษณะร่วมกันบางอย่าง พวกเขาไม่ได้รอโอกาสอย่างเดียว แต่พยายามสร้างสถานการณ์ที่ทำให้โอกาสเกิดขึ้นได้ตัวอย่างเช่น คนบางคนกล้าพูดคุยกับคนแปลกหน้าในงานสังคม บางคนชอบลองกิจกรรมใหม่ ๆ หรือเข้าร่วมงานที่ตัวเองไม่คุ้นเคย
สิ่งเหล่านี้อาจดูเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันเพิ่มโอกาสในการพบผู้คนใหม่ ๆ ความคิดใหม่ ๆ และโอกาสที่ไม่คาดคิด
ยกตัวอย่างสมัยเรียน ผมตัดสินใจสมัครเป็นนักกีฬายกน้ำหนัก โดยแผนของผมก็คือ ผมต้องการเป็นตัวสำรองของนักกีฬาตัวจริง ถามว่าทำไปทำไม
เพราะผมไม่อยากเป็นกองเชียร์ ยังไงละ ต้องนั่งบนอัฒจันทร์ตั้งแต่เช้าจนเย็น ทนร้อน ทนหิวน้ำ แหกปากเชียร์คนที่เราแทบจะไม่ได้รู้จักเพียงแค่เพราะว่าอยู่สีเดียวกันเท่านั้น
ดังนั้นเป็นนักกีฬาสบายกว่าเยอะ แข่งขันเสร็จปุ๊บ เท่ากับอิสระปั๊บ กลับบ้านเลยก็ยังได้ และการเป็นนักกีฬาตัวสำรอง มันไม่ต้องพยายามเท่าตัวจริง เพราะยังไงเราก็ไม่ต้องลงแข่งอยู่แล้ว
ดังนั้นตำแหน่งนี้จึงเป็นตำแหน่งที่สบายที่สุดแล้ว เท่าที่ผมนึกออก แต่ปรากฏว่าพอเอาเข้าจริง เพื่อนผม "ไอบอย" ซึ่งเป็นนักกีฬาตัวจริงที่เก่งมากๆ มันโยนครั้งเดียว แล้วก็เจ็บแขนเฉยเลย
งานงอกสิครับ ผมซึ่งเป็นตัวสำรองต้องโยนแทน และด้วยความที่ผมไม่ได้ฝึกซ้อมอย่างจริงจัง ทำให้ผลลัพธ์แข่งวันนั้นออกมาแย่มากๆ โยนได้ห่วยจริงๆ
แต่ด้วยเหตุการณ์นั้นมันจึงทำให้ผม เจ็บใจมาก พอถึงกีฬาจังหวัด ผมก็ยังได้เป็นตัวสำรองอีก แต่รอบนี้ไม่เหมือนเดิม ผมฝึกฝนอย่างจริงจัง
ดังนั้นเป็นนักกีฬาสบายกว่าเยอะ แข่งขันเสร็จปุ๊บ เท่ากับอิสระปั๊บ กลับบ้านเลยก็ยังได้ และการเป็นนักกีฬาตัวสำรอง มันไม่ต้องพยายามเท่าตัวจริง เพราะยังไงเราก็ไม่ต้องลงแข่งอยู่แล้ว
ดังนั้นตำแหน่งนี้จึงเป็นตำแหน่งที่สบายที่สุดแล้ว เท่าที่ผมนึกออก แต่ปรากฏว่าพอเอาเข้าจริง เพื่อนผม "ไอบอย" ซึ่งเป็นนักกีฬาตัวจริงที่เก่งมากๆ มันโยนครั้งเดียว แล้วก็เจ็บแขนเฉยเลย
งานงอกสิครับ ผมซึ่งเป็นตัวสำรองต้องโยนแทน และด้วยความที่ผมไม่ได้ฝึกซ้อมอย่างจริงจัง ทำให้ผลลัพธ์แข่งวันนั้นออกมาแย่มากๆ โยนได้ห่วยจริงๆ
แต่ด้วยเหตุการณ์นั้นมันจึงทำให้ผม เจ็บใจมาก พอถึงกีฬาจังหวัด ผมก็ยังได้เป็นตัวสำรองอีก แต่รอบนี้ไม่เหมือนเดิม ผมฝึกฝนอย่างจริงจัง
แล้วสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น เพื่อนผม โดยเสมอกับอีกโรงเรียนหลายรอบมาก แต่รอบนี้มันไม่ได้เจ็บแขน แต่มันบอกว่าแรงหมดแล้วขอเปลี่ยนตัว
เอาจริงผมก็เดาออกแหละว่ามันอยากให้โอกาสผม ซึ่งรอบนี้ มันไม่เหมือนตอนกีฬาสีแล้วครับ เพราะผมโยนได้ดีมาก ถึงจะแพ้ก็เถอะ แต่บอกเลยว่าการแข่งขันวันนี้ ผมช่างโชคดีจริงๆ ที่ไม่ได้เป็นตัวถ่วงของทีม
เมื่อมองย้อนกลับไป หลายเหตุการณ์ที่ดูเหมือน “โชคดี” ในชีวิตคนเรา มักมีจุดเริ่มต้นจากการตัดสินใจเล็ก ๆ แบบนี้
เอาจริงผมก็เดาออกแหละว่ามันอยากให้โอกาสผม ซึ่งรอบนี้ มันไม่เหมือนตอนกีฬาสีแล้วครับ เพราะผมโยนได้ดีมาก ถึงจะแพ้ก็เถอะ แต่บอกเลยว่าการแข่งขันวันนี้ ผมช่างโชคดีจริงๆ ที่ไม่ได้เป็นตัวถ่วงของทีม
เมื่อมองย้อนกลับไป หลายเหตุการณ์ที่ดูเหมือน “โชคดี” ในชีวิตคนเรา มักมีจุดเริ่มต้นจากการตัดสินใจเล็ก ๆ แบบนี้
สมองของเรามีบทบาทกับสิ่งที่เรียกว่า “โชค”
ในทางประสาทวิทยา สมองของมนุษย์มีระบบหนึ่งที่ทำหน้าที่กรองข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เข้ามาในแต่ละวัน ระบบนี้เรียกว่า Reticular Activating System หรือ RASผมเคยมีประสบการณ์คล้ายแบบนี้เหมือนกัน ช่วงหนึ่งที่ผมเริ่มสนใจเรื่องการทำคอนเทนต์ออนไลน์ อยู่ ๆ ก็เริ่มเห็นไอเดียเกี่ยวกับคอนเทนต์เต็มไปหมด ทั้งจากบทความ คลิปวิดีโอ หรือแม้แต่การสนทนาธรรมดา จำได้เลยตอนทำช่องยูทูปก้อนกรี๊ดคลิปแรกๆ
สมัยยังมีผู้ติดตามยังไม่ถึงพันคน บางคืนไอเดียไหลมายังกับก๊อกน้ำที่เปิดทิ้งไว้ มันมาเรื่อยๆจนผมนอนไม่หลับต้องลุกขึ้นมาจด
หน้าที่ของมันคือเลือกว่าข้อมูลแบบไหนควรถูกดึงความสนใจของเรา
ตัวอย่างง่าย ๆ คือ เมื่อคุณกำลังสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คุณจะเริ่มเห็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นบ่อยขึ้นอย่างน่าประหลาด
เช่น
เมื่อเริ่มสนใจธุรกิจ คุณจะเริ่มสังเกตโอกาสทางธุรกิจรอบตัว เมื่อสนใจเรื่องการลงทุน ข่าวหรือบทความด้านการเงินจะดึงดูดความสนใจของคุณมากขึ้น ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านั้นอาจมีอยู่รอบตัวอยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้สมองของเราไม่ได้เลือกให้มันเป็นสิ่งสำคัญ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่โฟกัสกับ “โอกาส” มักจะรู้สึกว่าโอกาสเข้ามาหาบ่อยขึ้น
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตคือ หลายครั้งความสำเร็จของคนอื่นดูเหมือนเป็นเรื่องโชคดี เพราะเราเห็นแค่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่สิ่งที่เราไม่เห็นคือกระบวนการก่อนหน้านั้น
บางคนอ่านหนังสือจำนวนมากก่อนจะพบไอเดียที่ใช่ บางคนลองผิดลองถูกหลายครั้งก่อนจะเจอวิธีที่ได้ผล บางคนสร้างเครือข่ายผู้คนเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่โอกาสสำคัญจะเกิดขึ้น
เมื่อมองจากภายนอก เหตุการณ์เหล่านี้อาจดูเหมือน “จังหวะดี” แต่ในความเป็นจริงมันคือผลสะสมของการกระทำเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง
เอาจริงผมไม่เคยคิดหรอก ว่าคนอย่างผม จะโยนลูกเหล็กหนักๆที่ตอนแรกแทบจะยกไม่ขึ้นไกลขนาดนั้นได้ มันเริ่มจากยกมันทุกวัน ฝึกซ้อมเรื่อยๆ ค่อยเป็นค่อยไป
หน้าที่ของมันคือเลือกว่าข้อมูลแบบไหนควรถูกดึงความสนใจของเรา
ตัวอย่างง่าย ๆ คือ เมื่อคุณกำลังสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คุณจะเริ่มเห็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นบ่อยขึ้นอย่างน่าประหลาด
เช่น
เมื่อเริ่มสนใจธุรกิจ คุณจะเริ่มสังเกตโอกาสทางธุรกิจรอบตัว เมื่อสนใจเรื่องการลงทุน ข่าวหรือบทความด้านการเงินจะดึงดูดความสนใจของคุณมากขึ้น ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านั้นอาจมีอยู่รอบตัวอยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้สมองของเราไม่ได้เลือกให้มันเป็นสิ่งสำคัญ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่โฟกัสกับ “โอกาส” มักจะรู้สึกว่าโอกาสเข้ามาหาบ่อยขึ้น
ความพยายามมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็น “โชค”
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตคือ หลายครั้งความสำเร็จของคนอื่นดูเหมือนเป็นเรื่องโชคดี เพราะเราเห็นแค่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่สิ่งที่เราไม่เห็นคือกระบวนการก่อนหน้านั้น
บางคนอ่านหนังสือจำนวนมากก่อนจะพบไอเดียที่ใช่ บางคนลองผิดลองถูกหลายครั้งก่อนจะเจอวิธีที่ได้ผล บางคนสร้างเครือข่ายผู้คนเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่โอกาสสำคัญจะเกิดขึ้น
เมื่อมองจากภายนอก เหตุการณ์เหล่านี้อาจดูเหมือน “จังหวะดี” แต่ในความเป็นจริงมันคือผลสะสมของการกระทำเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง
เอาจริงผมไม่เคยคิดหรอก ว่าคนอย่างผม จะโยนลูกเหล็กหนักๆที่ตอนแรกแทบจะยกไม่ขึ้นไกลขนาดนั้นได้ มันเริ่มจากยกมันทุกวัน ฝึกซ้อมเรื่อยๆ ค่อยเป็นค่อยไป
จนในที่สุด ถึงแม้เหตุผลตั้งต้นจะเพราะขี้เกียจเป็นกองเชียร์ก็ตาม แต่สุดท้าย ผมก็ได้เป็นถึงตัวสำรองของกีฬาจังหวัดของโรงเรียนได้สำเร็จ
แต่บางคนมองมันเป็นข้อมูล เป็นบทเรียน หรือเป็นขั้นตอนหนึ่งของการพัฒนา
มุมมองแบบหลังทำให้คนกลุ่มนี้ไม่หยุดพยายามง่าย ๆ และเมื่อพวกเขาพยายามมากขึ้น โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอาจถูกคนอื่นเรียกว่า “โชคดี” แต่สำหรับคนที่ผ่านกระบวนการนั้นมา มันมักเป็นผลของความพยายามมากกว่าความบังเอิญ
สรุป
สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนในทันที แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันมักจะเพิ่มโอกาสให้กับเราอย่างเงียบ ๆ และบางครั้ง สิ่งที่คนอื่นเรียกว่า “โชคดี” อาจเป็นเพียงผลลัพธ์ของการเตรียมตัวมาเป็นเวลานานก็ได้
การมองความล้มเหลวก็มีผลต่อ “ดวง” ของเรา
อีกความแตกต่างหนึ่งระหว่างคนที่รู้สึกว่าโชคดีและคนที่รู้สึกว่าโชคร้าย คือวิธีที่พวกเขามองความผิดพลาด บางคนมองความล้มเหลวเป็นสัญญาณว่าตัวเองไม่มีดวง หรือไม่เหมาะกับสิ่งนั้นแต่บางคนมองมันเป็นข้อมูล เป็นบทเรียน หรือเป็นขั้นตอนหนึ่งของการพัฒนา
มุมมองแบบหลังทำให้คนกลุ่มนี้ไม่หยุดพยายามง่าย ๆ และเมื่อพวกเขาพยายามมากขึ้น โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอาจถูกคนอื่นเรียกว่า “โชคดี” แต่สำหรับคนที่ผ่านกระบวนการนั้นมา มันมักเป็นผลของความพยายามมากกว่าความบังเอิญ
สรุป
คำว่า “โชคดี” หรือ “โชคร้าย” อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าเสมอไป
ในหลายกรณี มันเป็นผลลัพธ์ของวิธีคิด การตัดสินใจ และพฤติกรรมที่เราทำซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน การเปิดรับประสบการณ์ใหม่ การเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และการไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ต่ออุปสรรคสิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนในทันที แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันมักจะเพิ่มโอกาสให้กับเราอย่างเงียบ ๆ และบางครั้ง สิ่งที่คนอื่นเรียกว่า “โชคดี” อาจเป็นเพียงผลลัพธ์ของการเตรียมตัวมาเป็นเวลานานก็ได้

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น