ถ้าความใจดีไม่มีขอบเขตจะเป็นอย่างไร

ถ้าความใจดีไม่มีขอบเขตจะเป็นอย่างไร

 ความใจดีหากไม่มีขอบเขตจะเป็นอย่างไร 

ในประเทศไทยของเรานั้นความใจดีเรียกได้ว่ามันถูกยกย่องว่าเป็นมรดกแห่งชาติกันเลยก็ว่าได้เมืองไทยเป็นเมืองยิ้ม คนไทยนั้นเป็นคนที่ใจดี 

ส่วนตัวผมมองว่าคำพูดนี้ค่อนข้างน่าภาคภูมิใจ หากมีใครสักคนมาบอกว่าผมเป็นคนใจดีแล้วล่ะก็ ผมก็คงจะมีความสุขน่าดู แต่ว่านะครับทุกคน หากเราสักแต่จะเป็นคนใจดีอย่างเดียวโดยไร้ซึ่งการสร้างขอบเขตใดๆ 

เอะอะอะไรก็ใจดีไปซะหมด ความใจดีของเราอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายทั้งตัวเองและผู้อื่นโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้ครับ 

บางครั้งการให้ก็กลายเป็นการทำร้ายตัวเองและส่งผลเสียในระยะยาวได้เหมือนกัน 

และนี่คือ 3 สิ่งที่ผมค้นพบแล้วว่า ความใจดีที่มากเกินไปอาจเป็นดาบสองคมที่จะหันมาทำร้ายเราได้ 

ข้อที่ 1 มันเปิดโอกาสให้คนฉวยโอกาส 

บางคนเห็นเราใจดี แทนที่จะเกรงใจ แต่กลับใช้ความใจดีนั้นเพื่อผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง

ผมเคยสงสัยในนิสัยของเพื่อนของผมคนหนึ่ง เขาเป็นคนที่ชัดเจนกับทุกอย่างมากๆ ทำดีกับบางคนในขณะที่คนที่เขาไม่ได้สนิทเขาเลือกที่จะเมิน และปฏิเสธอย่างเลือดเย็น 

มีครั้งหนึ่งไม่มีกลุ่มเพื่อนที่อยู่ห้องเดียวกันแต่ก็ไม่ได้สนิทอยากจะโดดเรียนไปเที่ยวและเห็นว่าเขานั่งเรียนอยู่จึงขอให้เขาช่วยเช็คชื่อให้ เขาหันไปต่อเพื่อนกลุ่มนั้นกลับไปว่า เรื่องสิ ไม่ได้เป็นเบ๊พวกแกซะหน่อย 

บอกเลยว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆอย่างผมถึงกับตกใจเลยทีเดียว แหมก็แค่เซ็นชื่อให้เพื่อนแค่นี้ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ 

กระทั่งวันหนึ่งผมเกิดป่วยไม่สบาย เพื่อนผมคนนี้กลับเซ็นชื่อให้ผมได้อย่างง่ายดาย แล้วไม่ได้มองว่าถูกผมใช้เลยแม้แต่น้อย 

ด้วยความสงสัยผมจึงเอ่ยถาม แล้วก็ได้คำตอบว่า หากเราใจดีกับทุกคนความใจดีนั้นมันจะไม่ใช่ความใจดีอีกต่อไป แต่วันหนึ่งมันจะกลายเป็นหน้าที่โดยที่เราไม่รู้ตัว 

กลุ่มเพื่อนที่คิดจะโดดเรียนเป็นกลุ่ม ไม่เคยคิดจะชวนเขาไปด้วยเลยสักครั้ง ไม่แม้แต่จะเคยชวนคุยซะด้วย แค่เห็นเขาและอยากจะใช้ประโยชน์เท่านั้น คนกลุ่มนั้นไม่ได้มองเขาเป็นเพื่อนเลยสักนิด 

ดังนั้นหากช่วยแล้วล่ะก็ เขาก็จะเป็นแค่อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่สามารถใช้ได้อย่างสะดวกสบายและคราวหน้าก็จะถูกใช้อีก 

ในขณะที่ผมนั้นเป็นเพื่อนของเขาดังนั้นเขาจึงพร้อมที่จะใจดีกับผมทันทีเมื่อผมต้องการ 

เพื่อนผมมีมุมมองประมาณว่า จงอย่าเปิดโอกาสให้คนใช้โอกาสจากความใจดีของเรา หากไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน วันหนึ่งเราจะถูกเอาเปรียบไม่รู้จบ 


ข้อที่ 2 ความสัมพันธ์อาจสูญเสียสมดุลที่ล้ำค่า 

การใจดีที่มากเกินไปหรือการทำเพื่อคนอื่นที่มากเกินไป มันทำให้บางครั้งดูเหมือนเราจะกลายเป็นฝ่ายให้อยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งบางครั้งความสัมพันธ์นั้นมันควรจะเป็นคนที่อยู่ในระดับเดียวกัน

 หาคนหนึ่งเป็นคนที่ช่วยอีกคนหนึ่งอยู่ตลอดเวลา มันก็จะไม่ใช่คนที่อยู่ระดับเดียวกันแล้ว 

ความสัมพันธ์นี้ยั่งยืนนั้นควรจะเกิดจากการแลกเปลี่ยนที่สมดุล การที่เราใจดีอยู่ฝ่ายเดียวอย่างไร้ขอบเขต วันหนึ่งมันจะแปรเปลี่ยนความสัมพันธ์นั้น แล้วบ่อยครั้งมันอาจจะทำให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีก 

มิหนำซ้ำในบางกรณีการที่เราช่วยอีกฝ่ายตลอดเวลา อาจจะทำให้อีกฝ่ายหยุดพัฒนา แล้วไม่ก้าวหน้าไปไหนเลยก็ได้ 

ดังนั้นหากอยากรักษาความสัมพันธ์ รักษามิตรภาพที่แสนสำคัญเอาไว้ ก็จงเป็นคนใจดีอยากมีขอบเขต 


ข้อที่ 3 คุณค่าในตัวเองอาจจะลดลงด้วยก็ได้ 

หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ผมอาจจะต้องใช้คำพูดอย่างระมัดระวังในการอธิบาย เพราะอาจจะทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่าย 

การใจดีกับคนอื่นก็แทบไม่ต่างอะไรจากการให้ผู้อื่น การให้ส่งต่อความรักไม่ใช่หรือ แล้วจะมาบอกว่ามันลดคุณค่าในตัวเองได้อย่างไร 

แต่ความจริงก็คือมันเป็นแบบนั้นจริงๆครับ หากเรายอมให้คนอื่นล้ำเส้นอยู่เสมอเพียงแค่ต้องการให้เขามองว่าเราเป็นคนใจดี ฝืนยิ้มและแกล้งบอกกับทุกคนว่า ไม่เป็นไร 

บางครั้งก็รับบทบาทนั้นทันใดเข้าอาจจะทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธได้  และอาจจะลามปามไปถึงขั้นที่เรามองว่า เราอาจเป็นคู่ควรกับการได้รับความเคารพเลยก็ได้ 


เพื่อนกันต้องพึ่งพากัน ไม่ใช่หาประโยชน์จากกันและกัน 

ดั่งคำที่เพื่อนผมชอบพูดบ่อยๆกับคนที่เขาไม่อยากจะใจดีด้วยนั่นคือ เรื่องสิฉันไม่ใช่เบ๊นายซะหน่อย 

คำพูดแบบนั้นชัดเจนเลยว่าเขาไม่ตั้งใจจะรักษาน้ำใจใดๆทั้งสิ้นกับคนที่ล้ำเส้นความใจดีของเขา การเป็นคนแบบนั้นบางทีมันก็สะดวกสบายแต่การใช้ชีวิตอยู่เหมือนกัน 

แต่ส่วนตัวแล้วผมมองว่าเราไม่จำเป็นต้องสุดโต่งขนาดนั้น เราสามารถปฏิเสธแบบสุภาพ และยื่นข้อเสนอที่ยุติธรรมกว่าให้กับคนเหล่านั้นก็ได้ 

และถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นเพื่อนของเรา และถึงแม้เราจะอยากใจดีด้วยมากสักแค่ไหนก็ตาม แต่อย่างไรการสร้างขอบเขตก็เป็นสิ่งที่ควรทำนั่นแหละครับ 

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเพื่อนกลับบ้านทางเดียวกับเรา จะติดรถกลับกับเราด้วยก็ได้นะ แต่ถ้าบ้านอยู่กันคนละทางเลย รายการช่วยเขาอาจจะทำให้เราเดือดร้อน เราก็ต้องดูเป็นกรณีไป หากเขาจำเป็นและครั้งนี้ต้องการคนช่วยเหลือจริงๆ 

ผมว่าการช่วยเพื่อนโดยที่เราอาจจะเหนื่อยบ้างก็ไม่น่าจะผิดตรงไหน แต่หากการช่วยนั้น มันเริ่มทำให้ถูกล้ำเส้น ช่วยขอให้ไปส่งทุกครั้งโดยไม่มีเหตุจำเป็น 

อันนั้นแหละต้องเริ่มที่จะพูดคุยให้เข้าใจ เพราะคนที่เป็นเพื่อนกันนั้นสามารถพึ่งพาอาศัยกันได้ แต่การใช้ประโยชน์จากกันเพื่อความสบายส่วนตนอยู่ฝ่ายเดียว 

อันนี้ไม่ใช่เพื่อนแล้ว 

หากความใจดีไม่มีขอบเขตจะเป็นอย่างไร

วิธีตั้งขอบเขตโดยไม่ทำร้ายความสัมพันธ์

การตั้งขอบเขตไม่ใช่เรื่องของการปฏิเสธอย่างแข็งกระด้างเสมอไป แต่คือการสื่อสารให้ชัดเจนว่าเราสะดวกหรือไม่สะดวกในสถานการณ์นั้นๆ ซึ่งสามารถทำได้อย่างสุภาพและรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ได้

ปฏิเสธแบบให้เหตุผลสั้นๆ เช่น
“ขอผ่านนะ วันนี้เราไม่สะดวกจริงๆ”
“ครั้งนี้อาจช่วยไม่ได้ แต่หวังว่าจะเข้าใจนะ”

ช่วยแบบมีขอบเขต เช่น

“ครั้งนี้ช่วยได้ แต่ครั้งหน้าลองจัดการเองก่อนได้ไหม”
“ช่วยได้แค่นี้นะ ที่เหลืออาจต้องลองทำเองดู”

เลี่ยงการตอบรับทันที
การให้เวลาตัวเองคิดก่อนตอบ จะช่วยให้เราไม่เผลอรับทุกอย่างเพียงเพราะเกรงใจ เช่น
“ขอคิดดูก่อนนะ เดี๋ยวตอบอีกที”

สัญญาณเตือนว่าคุณอาจกำลังใจดีเกินไป

บางครั้งเราอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกล้ำเส้น ลองสังเกตตัวเองจากสัญญาณเหล่านี้ดูครับ

1.รู้สึกอึดอัดหรือเหนื่อยทุกครั้งที่ต้องช่วยใคร 2.ไม่กล้าปฏิเสธ แม้ในเรื่องที่ทำให้ตัวเองลำบาก 3.อีกฝ่ายเริ่มคาดหวังความช่วยเหลือจากเราเป็นเรื่องปกติ 4.รู้สึกว่าตัวเอง “ไม่มีทางเลือก” นอกจากต้องยอม

หากมีข้อใดข้อหนึ่งตรงกับคุณ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณควรเริ่มตั้งขอบเขตให้กับตัวเองแล้ว

ความแตกต่างระหว่างการเป็นคนใจดีกับการยอมทุกอย่าง 

อย่างไรก็ตามหากมันไม่เหนือบ่ากว่าแรง และผมสามารถยังเป็นคนใจดีได้ผมก็ยังอยากเป็นนะ 

แต่ส่วนตัวผมนิยามแบบนี้ ความใจดีนั้นก็คือ การช่วยเหลือด้วยความเต็มใจโดยที่เราก็ไม่ได้เดือดร้อนมากนัก 

ส่วนการยอมทำทุกอย่าง มันคือการละเลยความต้องการของตัวเองเพื่อเอาใจผู้อื่น 

ซึ่งสองอันนี้มันต่างกันมากๆเลย 

ดังนั้นสุดท้ายแล้วผมจึงอยากสรุปว่าการตั้งขอบเขตไม่ใช่การเห็นแก่ตัว เหมือนเรื่องราวของเพื่อนผมที่เลือกที่จะสร้างขอบเขตเฉพาะคนที่เขาไว้ใจ 

ไม่ใจดีกับใครๆไปทั่ว หลายคนกลัวว่าภาพลักษณ์ฉันเป็นคนใจดีหากปฏิเสธแล้วก็อาจจะดูเป็นคนไม่ดีหรือเปล่า จงจำไว้ว่าการตั้งขอบเขตนั้นคือการเคารพในตัวเอง 

และมันจะทำให้เราสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างยั่งยืน และสามารถใจดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

จงกล้าปฏิเสธเมื่อรู้ว่าสิ่งนั้นไม่เหมาะสมหรือไม่ยุติธรรม 

แล้วถ้าคุณทำได้ ต่อจากนี้คุณจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวและไม่สนใครสำหรับบางคน แต่คุณจะกลายเป็นคนที่ใจดี และน่าคบหาสำหรับคนที่รักคุณอย่างแน่นอน 

 บทความที่คุณอาจจะชอบ

รักตัวเองต้องทำยังไง? 

บทเรียนราคาแพงจากชาย 3 คน กับ "พร"

 ลาออกจาก Comfort Zone มาเจอ "นรก" ที่ใหม่... ยอมกลืนน้ำลายกลับที่เก่าดีไหม?


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

AI ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น...แต่ผมกลับขี้เกียจลง

เมื่อคนทำช่องใช้เสียง...ไม่มีเสียง: บทเรียนจากไข้หวัด

มองหา กับ มองเห็น : เมื่อคำตอบของชีวิตไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว