“กลิ่นคนแก่” ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ! เปิดความลับสารเคมีที่น้ำหอมก็เอาไม่อยู่ พร้อมวิธีแก้ที่ได้ผลจริง

เปิดความลับกลิ่นคนแก่


บทความวันนี้อาจจะทำให้คุรผู้อ่านที่อายุใกล้เลข4เจ็บๆคันๆกันสักเล็กน้อยนะครับ ก่อนอื่นขอถามก่อนเลยว่า คุณเคยเดินเข้าบ้านผู้สูงอายุ หรือสวมกอดคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย แล้วได้กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไหมครับ? บางคนนิยามว่าเป็นกลิ่นอับจางๆ กลิ่นคล้ายเทียนไข หรือกลิ่นสมุดเก่า หลายคนเข้าใจผิดว่ามันเกิดจากความไม่สะอาด แต่ความจริงแล้วต่อให้คุณอาบน้ำวันละ 10 รอบ "กลิ่น" นี้ก็อาจยังไม่หายไป เพราะมันคือกระบวนการทางเคมีของร่างกายที่เรียกว่า กลิ่นผู้สูงอายุ

เจ็บที่สุดของการเขียนบทความนี้คือ ผมเองก็กำลังเข้าสู่วัยที่มีกลิ่นคนแก่แล้วด้วยแหละครับ เขียนเองก็เศร้าเอง555 

กลิ่นคนแก่มาจากไหน?

เมื่อเราอายุมากขึ้น (โดยเฉพาะหลังวัย 40 ปี) สภาพผิวหนังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นค้นพบว่าร่างกายจะผลิตกรดไขมันชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Omega-7 ออกมาทางผิวหนังมากขึ้น พร้อมๆ กับที่สารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายลดน้อยลง

เมื่อกรดไขมันนี้เจอกับอากาศและเกิดการออกซิเดชัน (Oxidation) จะทำให้เกิดสารเคมีที่ชื่อว่า 2-Nonenal ซึ่งสารตัวนี้แหละครับที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นเฉพาะตัวที่ว่า โดยสารชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือ ไม่ละลายในน้ำ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการใช้สบู่ธรรมดาหรือการอาบน้ำบ่อยๆ จึงล้างกลิ่นนี้ออกไปไม่ได้ทั้งหมด

ทำไมเราถึงเริ่มได้กลิ่นตอนอายุ 40+?

ในวัยหนุ่มสาว ร่างกายจะมีระบบเผาผลาญและสารต้านอนุมูลอิสระที่แข็งแรง ทำให้สารเคมีเหล่านี้ถูกกำจัดออกไปได้ทัน แต่พอเข้าสู่วัยกลางคน ผิวจะเริ่มแห้งลง น้ำมันบนผิวเข้มข้นขึ้น และกระบวนการขับของเสียทางผิวหนังเริ่มเสื่อมถอยลงตามกาลเวลา กลิ่นนี้จึงค่อยๆ ชัดเจนขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะจมูกของเราจะเกิดอาการ "ชินกลิ่น" จนไม่ได้กลิ่นตัวเองในที่สุด

หากคุณเริ่มกังวลว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดกำลังมีกลิ่นนี้ ไม่ต้องตกใจครับ เรามีวิธีจัดการที่ต้นเหตุและปลายเหตุมาฝากกัน:

1. เน้นการทำความสะอาด  สาร Nonenal มักสะสมอยู่ในบริเวณที่มีต่อมไขมันหนาแน่น เช่น หลังใบหู, ลำคอ, รักแร้ และหน้าอก เวลาอาบน้ำควรเน้นขัดบริเวณเหล่านี้เป็นพิเศษ และแนะนำให้ใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของ สารสกัดจากลูกพลับญี่ปุ่น (Persimmon) หรือ ชาเขียว ซึ่งมีสารแทนนินที่สามารถสลายพันธะเคมีของ Nonenal ได้โดยตรง

2. ปรับเปลี่ยนการกิน อาหารที่มีไขมันสูง อาหารทอด และเนื้อแดง เป็นตัวเร่งการผลิตไขมันบนผิวหนัง ลองเปลี่ยนมาทานผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น เบอร์รี่ ถั่ว หรือผักใบเขียว เพื่อช่วยลดปฏิกิริยาออกซิเดชันจากภายในสู่ภายนอก

3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ผิวที่ขาดน้ำจะยิ่งผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวมากขึ้น การดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้วจะช่วยขับของเสียและรักษาความชุ่มชื้น ทำให้ความเข้มข้นของกรดไขมันบนผิวลดลง

4. ใส่ใจความสะอาดของที่พัก กลิ่นคนแก่มักติดทนอยู่ตามผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และเสื้อผ้าที่สวมใส่บ่อยๆ การซักผ้าด้วยน้ำอุ่นและการนำเครื่องนอนไปตากแดดจัดจะช่วยสลายคราบไขมันและกลิ่นอับที่สะสมอยู่ออกไปได้ดีกว่าการซักน้ำเย็นธรรมดา

5. ออกกำลังกายบ้าง หลายคนกลัวเหงื่อ แต่จริงๆ แล้วการออกกำลังกายช่วยให้ต่อมเหงื่อได้ระบายสิ่งสกปรกที่ค้างอยู่ในรูขุมขนออกมา เพียงแต่ต้องรีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังออกกำลังกายเสร็จ เพื่อไม่ให้เหงื่อไปผสมกับไขมันจนกลายเป็นกลิ่นที่รุนแรงขึ้น


กลิ่นไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือสัญญาณแห่งวัย

การมี "กลิ่นคนแก่" ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนสกปรก แต่มันคือ "เหรียญตราแห่งประสบการณ์" ที่ร่างกายบ่งบอกว่าคุณผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอสมควร อย่างไรก็ตาม ผมในตอนนี้พยายามดมดูแล้วแต่ก็แทบไม่มีวี่แววกลิ่นที่ว่าเลยแม้แต่น้อย ผมว่ากลิ่นที่ว่ามันก็คงจะไม่รุนแรงมากขนาดนั้นหรอกครับ เพราะถ้าไม่อย่างนั้น อาเสี่ยทั้งหลายก็คงจะโดนเมียเด็กเอือมระอากันหมดพอดี


บทความที่คุณอาจชอบ

คืน “ของเน่า” ให้เจ้าของ: เลิกแบกขยะคนอื่น แล้วกลับมาใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง

ถ้า "ส้ม" ไม่ได้มีสีส้ม เราจะยังเรียกมันว่า "ส้ม" อยู่ไหม?

 มองหา กับ มองเห็น : เมื่อคำตอบของชีวิตไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

AI ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น...แต่ผมกลับขี้เกียจลง

เมื่อคนทำช่องใช้เสียง...ไม่มีเสียง: บทเรียนจากไข้หวัด

มองหา กับ มองเห็น : เมื่อคำตอบของชีวิตไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว