ภัยเงียบยุค 5G: หรือว่าเรากำลังกลายเป็น "ทาส" โซเชียลโดยไม่รู้ตัว?
ในยุคที่สัญญาณเน็ตแรงทะลุทุกพื้นที่ อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็น "ปัจจัยที่ 5" ที่เราแทบจะขาดไม่ได้พอๆ กับอากาศหายใจไปแล้ว เราใช้มันทำงาน สั่งข้าว จ่ายเงิน หรือแม้แต่พูดคุยกับคนรอบข้าง
ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้งานมันหนักแบบสุดๆ ก็แหมทำช่องยูทูปบทสรุปฉบับแฮมแฮมด้วยนะสิยิ่งมันหาตังให้เราได้เรายิ่งวางมันไม่ลงเลยละ
ตอนแรกผมก็คิดว่าผมกำลัง "ใช้งาน" มันอยู่ใช่ไหมครับ? แต่ความจริงที่น่ากลัวกว่านั้นคือ บางที "อินเทอร์เน็ตกำลังควบคุมเราอยู่" และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ เราอาจจะกำลังเสพติดมันอย่างหนัก โดยที่ยังหลอกตัวเองอยู่ว่า "ฉันก็แค่เล่นมือถือปกติเหมือนคนอื่นนั่นแหละ"
ไม่กี่วันก่อนเขียนบทความนี้ เน็ตบ้านผมเสียครับ เขาส่งsmsมาบอกตอนทุ่มกว่าๆว่า จะซ่อนเสร้จในบ่ายโมงของอีกวัน (อันนี้แอบรู้สึกเลยว่านานมาก) แต่ก็นะ ไม่ได้เสียบ่อยๆสักหน่อยนานๆจะเสียทีก็เลยไม่บ่นอะไรดีกว่า
แต่ปรากฎว่าคืนนั้น ผมนอนยากมากครับ การขาดการเล่นมือถือทรมานกว่าที่คิดเยอะเลย ยิ่งตอนตื่นเช้ายิ่งเห็นชัด ทั้งลูกผมและแม่ผมอารมณ์ไม่ดีกันหมด เพียงแค่เพราะว่าไม่มีอินเตอร์เน็ตทำให้คนเราว้าวุ้นได้ขนาดนี้เชียวหรือ
ที่สำคัญถ้าคิดดูให้ดี เราไม่ได้ต้องใช้มันเพื่อความจำเป็นอะไรเลยนะ ลูกก็แค่อยากดูทีวี แม่ก็แค่อยากไถฟีตเท่านั้น ความบรรเทิงธรรมดาๆที่เราไม่คิดอะไร พอขาดมันไป จึงได้รุ้ว่ามันเกือบออกอาการเหมือนลงแดงนิดๆอยู่เหมือนกัน นี้มันสัญญาณอันตรายชัดๆ
1. จากแค่ "เล่นฆ่าเวลา" สู่ "กรงขัง" ที่มองไม่เห็น
จากการศึกษาของผมพบกว่า อาการติดเน็ต ไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับ แต่มันค่อยๆ ซึมลึกเข้ามาในพฤติกรรมของเรา เริ่มจากแค่หยิบมือถือมาไถฟีดฆ่าเวลาระหว่างรอรถเมล์ หรือดูคลิปสั้นคลายเครียดหลังเลิกงาน
จากที่ผมหาข้อมูลมา(ถามเอไอ)พบว่า เบื้องหลังความเพลินนี้ สมองเรากำลังหลั่งสาร "โดพามีน" หรือสารแห่งความสุขออกมา ทุกครั้งที่มีแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา มีคนมากดไลก์ หรือเจอเรื่องดราม่าสนุกๆ สมองเราจะรู้สึกเหมือนได้รางวัลเล็กๆ และสัญชาตญาณมนุษย์ก็ชอบความรู้สึกนี้เสียด้วย นานวันเข้า เราเลยยิ่งโหยหาการกดเข้าแอปบ่อยขึ้น ไถนานขึ้น เพื่อให้ได้ความสุขเท่าเดิม
2. เช็กด่วน! สัญญาณเตือนว่าคุณเริ่ม "ติดเน็ต" เกินไปแล้ว
ลองสังเกตตัวเองดูครับว่า พฤติกรรมเหล่านี้เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของคุณหรือเปล่า:
หลอนไปเอง : รู้สึกเหมือนมือถือสั่นหรือมีข้อความเข้า ทั้งที่หน้าจอยังมืดสนิท
วงจร ไถก่อนนอน-ตื่นมาไถ: สิ่งแรกที่ทำตอนลืมตาคือควานหามือถือ และสิ่งสุดท้ายก่อนหลับก็คือการจ้องแสงสีฟ้าจากหน้าจอ
โดนดูดเวลา: ตั้งใจจะดูคลิปสั้นๆ แค่ 5 นาที แต่รู้ตัวอีกที... อ้าว! ผ่านไป 2 ชั่วโมงแล้ว
หงุดหงิดเมื่อเน็ตตัด: รู้สึกกระวนกระวายใจ วิตกกังวล หรืออารมณ์เสียขั้นสุด เวลาไปอยู่ในที่อับสัญญาณ หรือตอนที่แบตเตอรี่มือถือเหลือน้อยกว่า 10%
3. หลุมพราง "อัลกอริทึม" ที่ออกแบบมาให้เราหยุดไม่ได้
ความจริงที่เราต้องยอมรับคือ แอปพลิเคชันระดับโลกเหล่านี้ ไม่ได้ถูกสร้างมาให้เราใช้งานแค่แป๊บๆ แล้วจบไป แต่เขาจ้างวิศวกรและนักจิตวิทยาเก่งๆ มาออกแบบเพื่อดึงให้เรา "อยู่ในแอปให้นานที่สุด"
ระบบไถหน้าจอได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมด (Infinite Scroll) ประกอบกับอัลกอริทึมที่รู้ใจเรายิ่งกว่าแฟน มันจะคอยป้อนคลิปหรือเรื่องที่เราชอบดูซ้ำๆ สมองเราก็หลั่งโดพามีนไม่หยุด... นี่ไม่ใช่ความผิดของเราที่ห้ามใจไม่อยู่ แต่มันคือผลลัพธ์จากการออกแบบที่แนบเนียนมากๆ ต่างหาก
4. ผลกระทบที่จ่ายแพงกว่าแค่ "เสียเวลา"
การก้มหน้าจ้องจอนานๆ ส่งผลเสียกับชีวิตเราหนักกว่าที่คิดในหลายๆ ด้านครับ:
พังทั้งตัว (สุขภาพกาย): ตามมาตรึมทั้งออฟฟิศซินโดรม สายตาล้า ปวดคอบ่าไหล่ บางคนน้ำหนักขึ้นเพราะไม่ได้ขยับตัวไปไหน แถมยังนอนไม่หลับอีกต่างหาก
พังจากข้างใน (สุขภาพจิต): หลายคนเกิดภาวะซึมเศร้าจากการเอาชีวิตตัวเองไปเปรียบเทียบกับชีวิตดีๆ ของคนอื่นในโซเชียล และทำให้กลายเป็นคนสมาธิสั้นลง
ความสัมพันธ์จืดจาง: อาการติดมือถือจนเมินคนตรงหน้าทำให้ความสัมพันธ์กับครอบครัว แฟน หรือเพื่อนฝูงค่อยๆ แย่ลง
งานพัง: การพยายามทำงานไปด้วยเล่นมือถือไปด้วยทำให้สมองล้า โฟกัสหลุด และเสี่ยงทำงานพลาดได้ง่ายขึ้น
5. วิธี "ถอนพิษ" กู้คืนชีวิตจริง
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า "เฮ้ย นี่มันเราชัดๆ" ลองเอาวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ดูครับ:
สร้างโซน "ปลอดมือถือ": เช่น กำหนดกฎเลยว่าบนโต๊ะกินข้าวหรือในห้องนอน จะไม่มีการหยิบมือถือขึ้นมาเล่น ให้พื้นที่นี้เป็นที่พักผ่อนและพูดคุยกันจริงๆ
ปิดแจ้งเตือนที่ไม่ได้สำคัญ: ปิด Notification ของแอปโซเชียลไปเลยครับ ให้เราเป็นคนกำหนดเวลาเองว่าจะเข้าไปดูตอนไหน ไม่ใช่ให้แอปส่งเสียงเรียกเราตลอดเวลา
ใช้กฎ 20-20-20 พักสายตา: ทุกๆ 20 นาทีที่จ้องจอ ให้มองออกไปไกลๆ ระยะ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที
หากิจกรรมแบบ "ออฟไลน์" ทำ: ลองกลับมาอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ รดน้ำต้นไม้ จัดโต๊ะทำงาน หรือออกกำลังกายดูบ้าง สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความสุขให้สมองได้อย่างยั่งยืนกว่าครับ
ใช้มันเป็นเครื่องมือ แต่อย่าให้มันเป็นเจ้านาย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอินเทอร์เน็ตคือสิ่งประดิษฐ์ที่วิเศษมาก มันช่วยให้เราหาเงิน เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และหาความบันเทิงได้ง่ายขึ้น ยิ่งมีเอไอด้วยแล้วเนี่ย ทุกอย่างมันดีไปหมด จะว่าไปเดี๋ยวผมจะเขียนบทความเกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อเอไอฝากอ่านกันด้วยนะครับ เอาละแต่ถึงผมจะชมมากแค่ไหน แต่ยังไงมันก็เป็นดาบสองคมที่ขโมย "ปัจจุบัน" ของเราไปได้อย่างแนบเนียนเช่นกัน
การที่เราเผลอติดมือถือไม่ใช่เรื่องแปลกหรือน่าอายครับ แต่มันคือสัญญาณเตือนให้เราต้องดึงสติตัวเองกลับมา ความสุขจริงๆ อาจจะไม่ได้อยู่ที่ยอดไลก์ หรือคลิปตลก 15 วินาที แต่อยู่ที่รสชาติกาแฟหอมๆ ตรงหน้า หรือการได้นั่งคุยสบตากับคนที่เรารักต่างหาก
จำไว้เสมอว่า... โลกในจอนั้นกว้างใหญ่ก็จริง แต่โลกในชีวิตจริงนั้นมีความหมายและน่าอยู่กว่าเยอะ อย่าปล่อยให้หน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ มาขโมยเวลาชีวิตของคุณไปจนหมดนะครับ


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น