เมื่อความเหงาในออฟฟิศ “ติดต่อกันได้” : เปิดด้านมืดของคนทำงานที่ไม่มีใครกล้าบอก และวิธีรอดจากวงจรนี้
ในขณะที่คุณกำลังนั่งปั่นงานส่งเดดไลน์อย่างบ้าคลั่ง หรือนั่งประชุมที่ดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้น มีคนรอบตัวคุณถึง 1 ใน 5 (และอาจพุ่งสูงถึง 1 ใน 4 สำหรับกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 35 ปี) ที่กำลังต่อสู้กับความรู้สึก "เหงาจับใจ" ทั้งที่ก็นั่งอยู่ในออฟฟิศที่ดูวุ่นวาย
คุณตื่นเช้ามา เข้าออฟฟิศ ทักทายเพื่อนร่วมงานตามมารยาท แต่ลึกๆ กลับรู้สึกว่าไม่มีใคร "เข้าใจ" หรือ "เชื่อมโยง" กับเราได้จริงๆ เลย ความรู้สึกเหมือนเป็นเกาะที่โดดเดี่ยวกลางมหาสมุทรออฟฟิศนี่แหละครับ คือ "ยาพิษ" ที่เงียบเชียบที่สุดในโลกของการทำงานปัจจุบัน
วันนี้ผมเลยอยากพามาเจาะลึกบทความจาก Nautilus ที่พูดถึงเรื่อง Workplace Loneliness Is Contagious ซึ่งบอกเลยว่าอ่านแล้ว "ตาสว่าง" มาก เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของคนขี้เหงา แต่มันคือวิกฤตที่ส่งผลกระทบถึงกระเป๋าตังค์และสุขภาพจิตของพวกเราทุกคน
ทำไมความเหงาถึงเป็น “โรคติดต่อ” ในที่ทำงาน?
หลายคนอาจจะคิดว่าความเหงาเป็นเรื่องเฉพาะตัว ใครเหงาก็จัดการตัวเองสิ! แต่ความจริงจากงานวิจัยล่าสุดมันน่ากลัวกว่านั้นครับ เพราะความเหงาในที่ทำงานมีลักษณะเหมือน "ไวรัส"
เมื่อใครคนหนึ่งรู้สึกเหงา เขาจะเริ่มแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมาโดยไม่รู้ตัว เช่น การถดถอยจากการมีปฏิสัมพันธ์, การตอบโต้ที่ดูเย็นชา หรือการมองโลกในแง่ร้ายมากขึ้น และเมื่อคนรอบข้างสัมผัสได้ถึงพลังงานลบนี้ พวกเขาก็จะเริ่มเว้นระยะห่างออกไปโดยสัญชาตญาณ ผลที่ตามมาคืออะไรล่ะครับ? ก็คือความสัมพันธ์ในทีมเริ่มสั่นคลอน และความเหงาก็ลามปามไปหาคนอื่นๆ ในที่สุด
หลายคนสับสนระหว่างคำว่า “โดดเดี่ยว” กับ “เหงา” ทั้งสองอย่างไม่เหมือนกันเลย การโดดเดี่ยวเป็นเพียงสภาพทางกายภาพ เช่น การนั่งทำงานคนเดียวหรือทำงานจากบ้าน แต่ความเหงาเป็นเรื่องของความรู้สึก ต่อให้มีคนอยู่รอบตัวมากมาย เราก็ยังรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเราได้
เมื่อ “หัวหน้า” เหงา... หายนะจะมาเยือนทีม
งานวิจัยจาก Nautilus ระบุชัดเจนว่า "ผู้นำที่เหงา คือผู้นำที่ไร้ประสิทธิภาพ"
ถ้าหัวหน้าทีมรู้สึกโดดเดี่ยว เขาจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกน้อง การตัดสินใจอาจจะเฉื่อยชาลง หรือร้ายกว่านั้นคือกลายเป็นคนที่ใช้อำนาจกดขี่เพื่อชดเชยช่องว่างในใจ เมื่อหัวหน้าไม่สามารถสร้าง "Safe Space" หรือพื้นที่ปลอดภัยในทีมได้ ลูกน้องก็จะเริ่มรู้สึกไม่มั่นคงและถอยห่างออกมา กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้ทั้งทีมพังทลาย
คุณขจร (นามสมมติ) เป็นหัวหน้าแผนกที่เก่งมาก แต่เขาไม่มีเพื่อนสนิทในออฟฟิศเลย เขาเริ่มรู้สึกว่าลูกน้องคุยกันแต่เรื่องสนุกๆ พอเขาเดินไปก็เงียบกันหมด ความเหงาทำให้เขาเริ่มคิดไปเองว่าลูกน้องไม่เคารพ เขาจึงเริ่มสั่งงานผ่านอีเมลอย่างเดียวและตัดการคุยเล่นออกไป ผลคือลูกน้องเริ่มลาออกเพราะอึดอัด นี่แหละครับคือตัวอย่างของความเหงาที่ฆ่าทีมได้จริงๆ
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ "ออฟฟิศ" กลายเป็น "ถ้ำแห่งความเหงา"
ไม่ใช่ทุกออฟฟิศจะเหงาเหมือนกันครับ ถ้าลองสังเกตดี ๆ จะพบว่าไม่ใช่ทุกออฟฟิศที่ทำให้คนรู้สึกเหงาเท่ากัน มีบางปัจจัยที่ทำให้บรรยากาศการทำงานค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ที่คนรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น
ความเครียดสะสม: เมื่อเราเครียดจนล้น สมองจะสั่งการให้เข้าสู่โหมด "เอาตัวรอด" จนเราไม่มีเวลาไปสนใจความรู้สึกของคนข้างๆ
ขาดอิสระในการทำงาน: การถูกสั่งทุกฝีก้าวทำให้เราสึกเหมือนเป็น "หุ่นยนต์" ไม่ใช่ "มนุษย์" ซึ่งหุ่นยนต์ไม่ต้องการความสัมพันธ์ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเฉยเมย
Lack of Manager Support: เมื่อหัวหน้ามองแค่ตัวเลขและผลงาน แต่ไม่เคยถามว่า "วันนี้เหนื่อยไหม?" หรือ "เป็นยังไงบ้าง?"
จากประสบการณ์ของผมเอง ผมสังเกตเห็นว่ายุคสมัยที่เรามีเครื่องมือสื่อสารเยอะที่สุด (Slack, LINE, Zoom) กลับเป็นยุคที่คนทำงาน "เหงาที่สุด"
ถ้าผมต้องทำงานในทีมหนึ่งที่ทุกคนเก่งมาก แต่แทบไม่มีใครคุยกันนอกเรื่องงานเลย บรรยากาศดูมืออาชีพมาก แต่ลึก ๆ แล้วมันเงียบจนรู้สึกแปลก ๆ ผมก็ไม่ไหวเหมือนกัน ทุกคนทำงานเสร็จแล้วก็กลับบ้าน ไม่มีใครรู้จักชีวิตของกันและกัน แบบนั้นคงรู้สึกแย่น่าดู
เรามักจะเข้าใจผิดว่าการ "คุยเรื่องงาน" คือการสื่อสาร แต่จริงๆ แล้วมนุษย์เราต้องการความเชื่อมโยงในระดับ "อารมณ์" ครับ การส่งสติกเกอร์ OK ใน LINE ไม่ได้ช่วยลดความเหงาได้เท่ากับการเดินไปตบไหล่แล้วถามว่า "เย็นนี้กินไรดี?"
ผมมองว่าความเหงาในที่ทำงานมันเหมือน "อาการหิว" ครับ ร่างกายส่งสัญญาณบอกว่าเราต้องการสารอาหารทางสังคม และถ้าเราเพิกเฉยต่อมันนานๆ สุขภาพจิตของเราจะเริ่มพังเหมือนคนที่ขาดสารอาหารเรื้อรังนั่นเอง
วิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลจริง (อ้างอิงจากงานวิจัย)
ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่า "เอ๊ะ... หรือเรากำลังเหงา?" หรือเห็นเพื่อนร่วมงานเริ่มมีอาการเหล่านี้ ลองใช้วิธีเหล่านี้ดูครับ
ฝึกสติ : เพื่อให้เราตระหนักรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ไม่ให้ความเหงามาครอบงำจนกลายเป็นการมองโลกในแง่ร้าย
กิจกรรมอาสาสมัคร : การช่วยคนอื่นช่วยให้เราเห็น "คุณค่า" ของตัวเองและสร้างจุดเชื่อมต่อใหม่ๆ กับผู้คน
ปรับเปลี่ยนสไตล์การบริหาร: องค์กรควรเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะความรู้สึกว่า "เราสำคัญ" คือยาแก้เหงาชั้นดี
สรุปท้ายบทความ: ถึงเวลาต้องเลือก... จะทนเหงาต่อไป หรือเริ่มสร้างสายใยใหม่?
สรุปแบบฟันธงเลยนะครับ: ความเหงาในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และมันจะไม่มีทางหายไปเองตราบใดที่องค์กรยังมองพนักงานเป็นแค่ฟันเฟือง
ถ้าคุณเป็นพนักงาน: อย่าเขินที่จะเริ่มบทสนทนาที่ไม่เกี่ยวกับงานบ้าง
ถ้าคุณเป็นหัวหน้า: การ "รับฟัง" มีค่ามากกว่าการ "สั่งการ" มหาศาลครับ
ความเหงาอาจจะติดต่อกันได้ แต่เชื่อไหมครับว่า "ความใส่ใจ" ก็ติดต่อกันได้เช่นกัน และมันเป็นเชื้อโรคชนิดเดียวที่เราควรจะแพร่กระจายให้ทั่วทั้งออฟฟิศ!
References:

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น