เปลี่ยนความล้มเหลวเป็นบทเรียน: เปลี่ยน "รอยแผล" ให้กลายเป็น "ลายแทง" สู่ความสำเร็จ
ครั้งหนึ่งผมเคยนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์พร้อมกับน้ำตาที่คลอเบ้า ไม่ใช่เพราะดูหนังเศร้านะครับ แต่เพราะโปรเจกต์ที่ผมปั้นมาเกือบปีมัน "พัง" ไม่เป็นท่า เงินก้อนสุดท้ายที่ลงไปละลายหายไปกับตา ตอนนั้นคำถามแรกที่วิ่งเข้ามาในหัวไม่ใช่ 'จะแก้ยังไง' แต่เป็น ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเรา
ในโลกโซเชียลที่เราไถฟีดกันอยู่ทุกวัน เรามักจะเห็นแต่ภาพความสำเร็จที่ดูเหมือนเสกมาได้ ภาพคนถือถ้วยรางวัล ภาพยอดขายถล่มทลาย จนบางทีเราเผลอเอาตัวเองไปเปรียบเทียบแล้วรู้สึกว่า "ทำไมเราถึงล้มบ่อยจัง?" แต่เอาเข้าจริงแล้ว จากประสบการณ์ที่ผมคลุกคลีกับการทำคอนเทนต์และธุรกิจมา เบื้องหลังภาพสวยๆ เหล่านั้น "รอยแผล" เพียบเลยครับ
วันนี้ผมเลยอยากจะชวนทุกคนมาส่องดู "ความล้มเหลว" ในมุมมองที่ต่างออกไป มุมที่จะทำให้คุณเลิกกลัวการผิดพลาด เพราะถ้าเรามองให้ดี ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบครับ แต่มันคือ "ข้อมูลชุดใหม่" ที่แพงที่สุดที่คุณเคยซื้อมาต่างหาก
กับดักทางจิตวิทยา: เมื่อเราเผลอเอา "งานที่พัง" มาพัง "ตัวตน"
ก่อนจะไปรู้วิธีแก้ เราต้องมาคุยเรื่องใจกันก่อนครับ ปัญหาใหญ่ที่ผมสังเกตเห็น (และเคยเป็นเอง) คือคนส่วนใหญ่มักแยกไม่ออกระหว่าง ความล้มเหลวของงาน กับ ความล้มเหลวของตัวตน
ถ้าคุณทำเค้กไหม้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ "เค้กมันไหม้" (เป็นเหตุการณ์) แต่คนส่วนใหญ่มักจะสรุปใจความใหม่เป็น "ฉันเป็นคนทำอาหารห่วยแตก" (เป็นตัวตน) ซึ่งจุดนี้แหละครับที่เป็นจุดตาย เพราะเมื่อไหร่ที่คุณนิยามว่าตัวเองห่วย พลังในการลุกขึ้นมาลองใหม่จะหายวับไปทันที
มุมมองส่วนตัวของผม: วิธีแก้ที่ได้ผลที่สุดคือการฝึก "แยกแยะ" ครับ บอกตัวเองชัดๆ ว่า "วิธีการนี้มันใช้ไม่ได้" ไม่ใช่ "ฉันมันใช้ไม่ได้" การรักษาระยะห่างระหว่างความรู้สึกกับเหตุการณ์จะช่วยให้สมองส่วนเหตุผลกลับมาทำงานได้เร็วขึ้นครับ
กระบวนการ "ผ่าศพ" ความผิดพลาด
เวลาที่อะไรสักอย่างพังลง อย่าเพิ่งรีบกวาดเศษซากทิ้งครับ เราต้องทำตัวเป็น "หมอนิติเวช" มานั่งวิเคราะห์กันหน่อยว่ามันตายเพราะอะไร สิ่งที่ผมมักจะทำคือการกางกระดาษออกมาแล้วแบ่งปัจจัยออกเป็นสองฝั่งแบบดิบๆ เลย
ปัจจัยที่เราคุมได้ เช่น การเตรียมตัวไม่ดีพอ, การใช้อารมณ์ตัดสินใจ, หรือการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน
ปัจจัยที่เหนือการควบคุม เช่น สภาพเศรษฐกิจ, คู่แข่งที่ทุนหนากว่า, หรือแม้แต่โชคชะตาฟ้าฝน
ข้อสังเกตที่คนทั่วไปมักพลาด: เราชอบโทษปัจจัยภายนอกก่อนเสมอครับ เพราะมันทำให้เรารู้สึกผิดน้อยลง "ก็เศรษฐกิจมันไม่ดีนี่นา" หรือ "ก็ลูกค้าเรื่องมากเอง" แต่ "ขุมทรัพย์" ของบทเรียนมักจะซ่อนอยู่ในฝั่งที่เราคุมได้เสมอ เพราะนั่นคือจุดเดียวที่เราสามารถ "อัปเกรด" ได้ในการเล่นรอบถัดไป
"ทำไม" ไม่สำคัญเท่า "อย่างไร"
ลองเปลี่ยนคำถามที่ถามตัวเองดูครับ จากคำถามประเภทตัดพ้อว่า "ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับฉัน?" ให้กลายเป็นคำถามเชิงรุกอย่าง:
"คราวหน้าฉันจะทำ 'อย่างไร' ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม?"
"มีสัญญาณเตือน อะไรบ้างที่ฉันมองข้ามไปในตอนแรก?"
การเปลี่ยนคำถามจะเปลี่ยนโฟกัสของสมองทันที จากการนั่งเสียใจ เป็นการนั่งวางแผนแทนครับ
เมื่อร้านเสื้อกลายเป็นบทเรียนราคาแพง
ลองมาดูตัวอย่างสถานการณ์สมมติที่อาจจะใกล้ตัวหลายคนนะครับ สมมติคุณลงทุนเปิดร้านเสื้อผ้าออนไลน์หมดเงินไปหลักหมื่น แต่ผ่านไป 3 เดือนกลับขายไม่ได้เลยสักตัว
คนส่วนใหญ่อาจจะถอดใจแล้วบอกว่า "ฉันไม่มีหัวทางนี้" แล้วกลับไปทำงานประจำด้วยความเจ็บปวด แต่ถ้าคุณใช้มุมมองนักเรียนรู้ คุณจะเห็น Data มหาศาลครับ:
คุณอาจพบว่า "อ๋อ... เราเลือกเสื้อตามใจตัวเอง แต่ไม่ได้ดูเทรนด์ Y2K ที่กำลังมาแรง"
คุณอาจเห็นว่า "การยิงโฆษณาแบบกว้างๆ มันเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ"
เงินหมื่นที่เสียไป มันไม่ใช่ความสูญเสียครับ แต่มันคือ "ค่าเทอม" ของวิชา Market Research และ Targeting ที่ไม่มีมหาวิทยาลัยไหนสอนได้เจ็บแสบและจำฝังใจเท่านี้อีกแล้ว
ความล้มเหลวคือ "ตัวคัดกรอง" ชั้นดี
จากที่ผมสังเกตมานะครับ สิ่งที่แยก "คนสำเร็จ" ออกจาก "คนทั่วไป" ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยล้ม แต่เขามีสิ่งที่เรียกว่า Resilience (ความยืดหยุ่นทางใจ) สูงกว่าครับ
ผมมองว่าอุปสรรคคือเครื่องกรองครับ เมื่อไหร่ที่เส้นทางมันยาก คน 90% จะขอยอมแพ้และเดินกลับทางเดิม เหลือเพียง 10% ที่ยอมรับบาดแผลแล้วเดินต่อ ยิ่งด่านข้างหน้ายากเท่าไหร่ คู่แข่งของคุณก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น ถ้าวันนี้คุณกำลังเจอเรื่องยาก ให้บอกตัวเองเลยครับว่า "ยินดีด้วย คุณกำลังก้าวผ่านจุดที่คนส่วนใหญ่ยอมแพ้ไปเรียบร้อยแล้ว"
พรุ่งนี้ต้องดีกว่าเดิม
สุดท้ายนี้ ผมอยากให้ทุกคนจำไว้อย่างหนึ่งครับว่า "ความล้มเหลวเป็นเพียงเหตุการณ์ ไม่ใช่ชื่อนามสกุลของคุณ" รอยแผลที่คุณได้รับในวันนี้ วันหนึ่งมันจะกลายเป็นเรื่องเล่าที่ทรงพลังที่สุด เป็นเกราะป้องกันที่ทำให้คุณแข็งแกร่ง และเป็นลายแทงที่บอกว่าทางไหนที่ไม่ควรเดินซ้ำ
การล้มลงไม่ใช่เรื่องน่าอายครับ แต่การล้มแล้วไม่ยอมลุก หรือลุกขึ้นมาแล้วไม่เรียนรู้อะไรเลย นั่นแหละครับคือสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดในชีวิต
ลองทำสิ่งนี้ดูทันทีนะครับ:
หยิบสมุดขึ้นมา เขียนเรื่องที่ "พลาด" ที่สุดในเดือนนี้ลงไป
สกัดออกมาให้ได้ 3 ข้อว่าคุณได้เรียนรู้อะไรจากมัน (ห้ามโทษคนอื่นนะ!)
วางแผน 1 อย่างที่จะทำ "ต่างออกไป" ในสัปดาห์หน้า
แล้วคุณจะพบว่า... รอยแผลนั้นไม่ได้เจ็บอย่างที่คิด แต่มันทำให้คุณ "เก่งขึ้น" อย่างที่นึกไม่ถึงเลยทีเดียว
บทความที่คุณอาจจะชอบ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น